รมว.ศธ.ประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก พิมพ์
ข่าว ๘๕/๒๕๕๑ รมว.ศธ.ประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก
Education Minister met with the administrators of MOE

 


 

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

"เห็นด้วยตามข้อเสนอของ ศธ. ที่จะขอเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่ ครม.ได้มีมติในหลักการแล้วให้เต็มอัตราตามผลการวิจัยของ ศธ. โดยสนับสนุนให้การของบประมาณรายจ่ายงบกลางปี ๒๕๕๑ ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๑ เพิ่มเติมให้เต็มตามอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัว"

  • รายงานผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอในที่ประชุม ครม. รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้องค์กรหลักเร่งรัดการเบิกจ่าย ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะงบลงทุน
  • การเสนอคณะรัฐมนตรี เรื่องการขอรับการสนับสนุนงบกลางปี ๒๕๕๑ เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอโดยนายอนันต์ ระงับทุกข์ ผอ.สนย.สป. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ อนุมัติในหลักการให้ปรับอัตราค่าเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกระดับการศึกษาของในระบบ–นอกระบบโรงเรียนโดยแบ่งจ่าย ๓ ปี อย่างต่อเนื่อง (ปีการศึกษา ๒๕๕๐–๒๕๕๒, ปีงบประมาณ ๒๕๕๐–๒๕๕๓) และ รมว.ศธ.ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูง ศธ., รอง ผอ.สำนักงบประมาณ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เมื่อวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

มีข้อสรุปโดยหลักการเห็นด้วยตามข้อเสนอของ ศธ. ที่จะขอเพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัว ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติในหลักการแล้วให้เต็มอัตราตามผลการวิจัยของ ศธ. โดยสนับสนุนให้การของบประมาณรายจ่ายงบกลางปี ๒๕๕๑ ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๑ เพิ่มเติมให้เต็มตามอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัว สนย.สป.ได้ดำเนินการในภาพรวม ศธ.รวมยอดเงิน ๒,๙๑๗,๓๒๓,๓๗๖ บาท จำนวน ๑๒,๕๒๐,๑๘๔ คน ในทุกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน โดย รมว.ศธ.ได้ลงนามเพื่อนำเข้า ครม.แล้ว ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๒๐๘/๘๔๗ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑นอกจากนี้ รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ สป.จัดคนไปชี้แจงในที่ประชุม ครม.ด้วย

  • ความคืบหน้าของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เสนอโดยนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ กกอ. มี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว ๗ ฉบับ (ม.มหิดล,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ม.บูรพา, ม.ทักษิณ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.เชียงใหม่, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) สกอ.ได้จัดประชุมหารือร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้กับสำนักงบประมาณ เมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ เพื่อเตรียมการในการขอรับจัดสรรงบประมาณ เพื่อการปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อเสนอ รมว.ศธ. นำเข้าที่ประชุม ครม.ต่อไป

หลักการในการขอรับจัดสรรงบประมาณเป็นหมวดเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเดือนปัจจุบันของข้าราชการที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ได้เสนอในหลักการเป็น ๒ ระยะ ดังนี้

- ช่วงเปลี่ยนผ่าน ควรขอรับการจัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง โดยประมวลข้อมูลภาพรวมทั้ง ๗ สถาบันเกี่ยวกับความต้องการ เหตุผลความจำเป็นตลอดจนลักษณะเฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัย และจัดประชุมหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ (๒๘ มี.ค. – ๔ เม.ย. ๕๑) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ เหตุผลที่เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.
- ระยะต่อไปให้มีการร่วมกันศึกษา และจัดทำระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับแต่ละมหาวิทยาลัย ในปัจจัยโครงสร้างบัญชีเงินเดือนพื้นฐานพนักงานมหาวิทยาลัย และแนวทางการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคคล เป็นต้น

  • ผลการตรวจราชการแบบบูรณาการเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ คณะผู้ตรวจราชการ ศธ. ได้ดำเนินการตรวจราชการแผนบูรณาการ เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามการตรวจราชการแนวใหม่ และการตรวจตามนโยบายปกติของ ศธ. ในรอบที่ ๑ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ผลการตรวจราชการมีประเด็นที่ควรนำหารือระดับนโยบาย ดังนี้

๑. การใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. กรณีการจ้างครูอัตราจ้าง บางแห่งทำได้ บางแห่งยกเลิกการจ้าง ทำให้โรงเรียนขาดแคลนครูผู้สอน ซึ่ง รมว.ศธ. มอบหมายให้ ลธ.กพฐ. รวบรวมข้อมูล และประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ อปท. ในเชิงระเบียบ กฎหมาย และนำเข้าหารือในที่ประชุมที่ปรึกษากฎหมายของ ศธ.

๒. การขอยกเว้นภาษีเงินได้ (VAT ๗%) สำหรับสถานศึกษาที่มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่อยู่ในกระบวนการเรียนการสอน กรณีสถานศึกษาของอาชีวศึกษา ซึ่งกรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีสถานประกอบการที่มีรายได้เป็น ๑.๒ ล้านบาท/ปี โดยให้ สอศ. ทำหนังสือแจ้งกรณีดังกล่าว เพื่อ รมว.ศธ. ลงนามขอยกเว้นไปกระทรวงการคลังต่อไป

๓. กรณีขออนุมัติให้สถานศึกษาสังกัด สอศ. สามารถเข้าร่วมเสนอราคา หรือประกวดราคาในกิจกรรมที่สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้ เช่น กรณีอาหารเสริมนม ปศธ. ได้เสนอว่าเป็นกรณี ที่เป็นผลประโยชน์ ให้มีการแข่งขันเสรีในเชิงธุรกิจ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

๔. การให้ขวัญกำลังใจโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยหารือกับสำนักงานรองรับมาตรฐานเพื่อประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.) ในด้านการแก้ไขเกณฑ์มาตรฐานด้านครู ที่ใช้เกณฑ์การมีครูครบชั้น ครบห้อง การมีสัดส่วนครูต่อนักเรียน ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งได้มอบ ปศธ.ในฐานะกรรมการ สมศ. รับไปเสนอคณะกรรมการ สมศ.

๕. การให้มีการหารือร่วมกับ สกอ. ในแนวทางการผลิตครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบไม่เป็นชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบผู้ตรวจราชการ ศธ.ประสานกับ สกอ.

  • การพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เสนอโดยนางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล รอง ลธ.กอศ. กล่าวว่ารองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พณ.(นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) ได้ประชุมหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและเพิ่มรายได้ให้ประเทศในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ในวงเงิน ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท

สอศ.ในฐานะหน่วยงานที่มีศักยภาพ อาจทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การออกแบบ ซึ่งศักยภาพของอาชีวศึกษาจะขยายได้ในวิทยาลัยการอาชีพทั่วประเทศ ๒๐๐ แห่ง และมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ มช., มศว., มศก., ม.บูรพา

ในเรื่องนี้รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พณ.(นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) ได้เคยหารือและกล่าวว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลา จึงขอให้มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาหลักสูตร และดำเนินการให้ต่อเนื่อง โดยให้ศึกษาเรื่องศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เพื่อขยายผลให้ต่อเนื่องต่อไป.

 

 

ศิริรัตน์ ทิวะศิริ
สรุป/รายงาน